โพสต์แนะนำ

สัญลักษณ์ไฟโชว์ที่หน้าปัดรถยนต์

สัญลักษณ์นี้เป็นสัญลักษณ์พื้นฐานของรถยนต์ทุกค่ายที่พึงมี รูปร่างอาจต่างกันนิดหน่อยครับ

Friday, July 24, 2026

เรียนภาษาอังกฤษจากข่าว: สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าใหม่ 10% ถึง 12.5% กับคู่ค้า

เรียนภาษาอังกฤษจากข่าว

เจาะลึกโครงสร้างประโยคและคำศัพท์จากพาดหัวข่าวระดับโลก

The Trump administration has announced that dozens of America's trading partners will face new tariffs of 10% to 12.5% on goods shipped to the US.

รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศว่า ประเทศคู่ค้าหลายสิบประเทศของอเมริกาจะต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าใหม่ตั้งแต่ 10% ถึง 12.5% สำหรับสินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐฯ

95%

📰 สรุปข่าว (News Summary)

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ออกประกาศนโยบายทางการค้าครั้งใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าหลายสิบประเทศทั่วโลก โดยจะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 10 ถึง 12.5 สำหรับสินค้าต่าง ๆ ที่ส่งเข้าไปจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา

📚 คำศัพท์สำคัญ (Key Vocabulary)

คำศัพท์ / วลีความหมายประเภท🔊
Administrationรัฐบาล, การบริหารงานNoun
Announceประกาศ, แจ้งให้ทราบVerb
Dozens ofจำนวนมาก, หลายสิบPhrase
Trading partnerประเทศคู่ค้า, พันธมิตรทางการค้าNoun
Faceต้องเผชิญหน้า, ต้องเจอกับVerb
Tariffภาษีศุลกากร, ภาษีนำเข้าNoun
Goodsสินค้า, สิ่งของNoun
Shipขนส่งสินค้า, จัดส่งVerb

💡 จุดน่าสนใจของพาดหัวข่าว

1. การใช้คำศัพท์เฉพาะทางเศรษฐกิจและข่าวสาร: คำว่า tariff หมายถึงภาษีที่รัฐบาลเรียกเก็บจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ ซึ่งต่างจากคำว่า tax ทั่วไปในชีวิตประจำวัน และคำว่า goods ต้องเติม s เสมอเมื่อหมายถึง "สินค้า" หากไม่เติม s (good) จะเป็นคำคุณศัพท์ที่แปลว่า "ดี"

2. ความหมายของคำกริยาตามบริบท: คำว่า face ปกติแปลว่า "ใบหน้า" (คำนาม) แต่ในข่าวนี้นำมาใช้เป็นคำกริยา แปลว่า "ต้องเผชิญหน้า" หรือ "ต้องเจอกับ" สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การถูกเก็บภาษีเพิ่ม ส่วนคำว่า ship ปกติแปลว่า "เรือ" แต่ในบทบาทคำกริยาจะหมายถึง "การขนส่งสินค้า" ไม่ว่าจะส่งทางเรือ ทางอากาศ หรือทางบกก็ตาม

3. การบอกจำนวนเปรียบเทียบ: สำนวน dozens of นำมาจากคำว่า dozen ที่แปลว่า "โหล" (12 ชิ้น) แต่เมื่อใช้ในรูปพหูพจน์เติม s แล้วตามด้วย of จะมีความหมายเน้นย้ำเชิงปริมาณว่า "หลายสิบ" หรือ "จำนวนมาก" ช่วยให้พาดหัวข่าวเห็นภาพความกว้างขวางของผลกระทบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

No comments:

Post a Comment